[Review] : "คู่กรรม" (2013)

posted on 05 Apr 2013 04:47 by konraknang in Movie directory Fiction, Entertainment, Diary
 
 
 กลับมาเรียกเสียงฮือฮาก่อนยังไม่เข้าฉายอีกครั้งสำหรับ"คู่กรรม 2013"ที่ได้รับความสนใจและเป็นที่น่าจับตามองจากเหล่าสื่อมวลชนทุกแขนง...ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นนะหรอ? ตอบอย่างง่ายๆเลยว่าในเวอร์ชั่นนี้ทางค่าย M๓๙ ได้ตามจีบพระเอกสุดฮอตอย่าง "ณเดช คูกิมิยะ" เพื่อมารับบทนำเป็น "โกโบริ" และอย่างที่ทราบกันดีว่าคิวงานของ "ณเดช"มี เข้ามาอย่างเรื่อยมากมายและกว่าจะตกลงเรื่องเวลาตรงกันได้ทีมงานต้องรอคอย กันไปเป็นเวลาเกือบปีทั้งที่มีแฟนคลับตั้งตารอคอยและรอให้การตอบรับกันอย่าง ใจจดใจจ่อ
ภาพยนตร์เรื่อง "คู่กรรม" ที่เป็นนวนิยายแนว "โศกนาฏกรรม" และ วีรคติประพันธ์โดย "ทมยันตี"ดำเนินเรื่องที่มีฉากหลังในประเทศไทยสมัยสงครามโลก ครั้งที่ 2 โดยผู้ประพันธ์ได้รับแรงบันดาลใจจากการเดินทางไป จังหวัดกาญจนบุรี และเข้าเยือนสุสานนานาชาติที่ทอดร่างของเหล่าทหารสัมพันธมิตรเมื่อราว ปี พ.ศ. 2508 - คู่กรรม ได้ถูกเขียนขึ้นในปี พ.ศ. 2508 ตีพิมพ์เป็นตอนในนิตยสารศรีสยาม และรวมเล่มเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2512แล้วถูกตีพิมพ์มาหลายครั้งจนถึงปัจจุบันมีภาคต่อคือคู่กรรม 2 ถือว่าเป็นบทประพันธ์ที่ชื่อเสียงมากที่สุดเรื่องหนึ่งของทมยันตีเลยทีเดียว - See more at: http://konraknang.exteen.com/page/3#sthash.2IzMmJNs.dpuf
ภาพยนตร์เรื่อง "คู่กรรม" ที่เป็นนวนิยายแนว "โศกนาฏกรรม" และ วีรคติประพันธ์โดย "ทมยันตี"ดำเนินเรื่องที่มีฉากหลังในประเทศไทยสมัยสงครามโลก ครั้งที่ 2 โดยผู้ประพันธ์ได้รับแรงบันดาลใจจากการเดินทางไป จังหวัดกาญจนบุรี และเข้าเยือนสุสานนานาชาติที่ทอดร่างของเหล่าทหารสัมพันธมิตรเมื่อราว ปี พ.ศ. 2508 - คู่กรรม ได้ถูกเขียนขึ้นในปี พ.ศ. 2508 ตีพิมพ์เป็นตอนในนิตยสารศรีสยาม และรวมเล่มเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2512แล้วถูกตีพิมพ์มาหลายครั้งจนถึงปัจจุบันมีภาคต่อคือคู่กรรม 2 ถือว่าเป็นบทประพันธ์ที่ชื่อเสียงมากที่สุดเรื่องหนึ่งของทมยันตีเลยทีเดียว - See more at: http://konraknang.exteen.com/page/3#sthash.2IzMmJNs.dpuf

   ภาพยนตร์เรื่อง"คู่กรรม" ที่เป็นนวนิยายแนว"โศกนาฏกรรม" และวีรคติประพันธ์โดย"ทมยันตี"ดำเนินเรื่องที่มีฉาก หลังในประเทศไทยสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยผู้ประพันธ์ได้รับแรงบันดาลใจจากการเดินทางไปจังหวัดกาญจนบุรี และเข้าเยือนสุสานนานาชาติที่ทอดร่างของเหล่าทหารสัมพันธมิตรเมื่อราว ปี พ.ศ. 2508 - คู่กรรมได้ถูกเขียนขึ้นในปี พ.ศ. 2508 ตีพิมพ์เป็นตอนในนิตยสารศรีสยาม และรวมเล่มเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2512 แล้วถูกตีพิมพ์มาหลายครั้งจนถึงปัจจุบันมีภาคต่อคือคู่กรรม 2ถือว่าเป็นบทประพันธ์ที่ชื่อเสียงมากที่สุดเรื่องหนึ่งของ"ทมยันตี"เลยทีเดียวถึงแม้ว่าการเล่าเรื่องใน "คู่กรรม" ฉบับคุณ "เรียว - กิตติกร เลียวศิริกุล" จะตีความและเล่าเรื่องราวของครึ่งหลังจากนิยายถัดไปจาก 500 หน้าหลังของฉบับนิยายโดย คุณ เรียว-กิติกร ให้เหตุผลที่เลือกทำ 500 หน้า หลังมากกว่าเพราะพบว่าสนุกกว่า และมีรายละเอียดทางอารมณ์เยอะกว่า ส่วน 500 หน้าแรก มีเหตุผลกับข้อมูลเยอะเกินไป และ 500 หน้าหลังยังมีเรื่องราวของสงครามที่เข้มข้นขึ้น
 
  ซึ่ง"คู่กรรม 2013"...การเล่าเรื่องหนังพยายามที่จะหาความแปลกใหม่ในการเดินเรื่องมานำเสนอโดยพยายามที่จะดึงกรอบเดิมๆของภาพลักษณ์เก่าๆของหนังเรื่องนี้ออกไป เพื่อที่จะนำมาตีความใหม่ แต่สิ่งที่คิดไว้นั้นกับวนมาทำร้ายตัวหนังเอง ด้วยการเรียบเรียงของเรื่องราวที่ต้องการทำให้ออกมาแตกต่างนั้น แต่เมื่อหนังออกมาเป็นภาพยนตร์ฉบับสมบูนณ์แล้วกลับไม่สามารถเรียบเรียงเรื่องราวและประติดประต่อเรื่องได้ดีกว่าเดิมซึ่งบางตอนดูรีบๆเร่งๆและเรียบเรียงเรื่องราวได้ชวนงง (สับสน) สับสนในที่นี้ หมายถึงการกำหนดเส้นเรื่องและความสำคัญของตัวหนังว่าจุคไหนควรให้ความสำคัญมาก-น้อยกว่ากันเพียงใด เพื่อให้การปรับเปลี่ยนอารมณ์ของผู้ชมไม่ขาดตอน ซึ่งจุดๆนี้ส่วนตัวผมคิดว่าหนังยังขาดน้ำหนักของการเข้าถึงจุดสร้างอารมณ์ของความประทับใจ อย่างเช่นฉากสุดท้ายที่เป็นฉากสำคัญและเป็นฉากเรียกน้ำตาที่หนังจะสามารถดึงอารมณ์ความรู้สึกของคนดูออกไปได้อีกมากมายกว่านั้นแต่หนังกลับเลือกที่จะหยุดอารมณ์ความสูญเสียที่ "อังศุมาลิน" ควรที่จะสื่ออารมณ์ออกไปได้มากกว่าประโยคสั้นๆบอกรัก 3-4 คำสั้นๆแม้จะเป็นประโยคสำคัญที่ปูมาตั้งแต่ต้นเรื่องก็ตาม แต่กลับหยุดปล่อยให้คนดูคิดเองผมว่าจุดๆนี้สามารถทำให้ได้ดีมากกว่านี้อีกเยอะจึงจะสามารถเรียกน้ำตาคนดูได้ทั่วโรง อีกอย่างมีของดีอยู่ในตัวไม่ได้ถูกนำมาใช้ให้ถูกที่เลย อย่างเช่นเพลงประกอบภาพยนตร์ที่สุดแสนจะไพเราะแต่ไม่ได้เอามาใส่ลงไปในตัวหนังแม้แต่นิดเดียวไม่งั้นอาจทำให้หนังเข้าถึงอารมณ์เพิ่มไปมากกว่านี้
 
   แต่อย่างไรเป็นเรื่องธรรมดาของการทำงานเมื่อมีข้อเสียก้อต้องมีข้อดีสิ่งนี้ผมต้องปรบมือให้ พี่เรียว - กิตติกร เลยคือความกล้าที่จะลงทุนสร้างสำหรับขั้นตอนการผลิตที่ละเอียดอ่อนมาก ทั้งภาษา,เสื้อผ้าเครื่องแต่งการ ที่ดูใส่ใจในด้านรายละเอียดที่ทำออกมาค้อนข้างเยี่ยม รวมถึงเทคนิคพิเศษในการสร้างฉากต่างๆเพื่อให้ดูสมจริง เช่น ฉากระเบิดลงที่สะพานพุทธกับเอฟเฟคระเบิดที่ดูสมจริงและไม่หลอกตาคนดู รวมถึงบรรยากาศโดยรอบกับการใช้เทคนิคพิเศษต่างๆ ที่เนรมิตช่วยทำให้สะพานพุทธกลับมาย้อนยุคกลับไปยังสงครามโลกอีกครั้ง ทั้งสวยงามและน่าประทับใจมากกับฉากนี้ที่ถ่ายทำภาพออกมางดงามเกินบรรยาศจริงๆแถมซ่อนความหมายในภาพไว้อีกมากมายอย่างเช่นแสงอรุณขึ้นท่ามกลางใบหน้าปนน้ำตาของ"อังศุมาลิน"ต้องเรียกได้ว่าเป็นความเก๋าของผู้กำกับที่สามารถตีโจทย์การทิ้งภาพให้คนดูสื่อและรับรู้อารมณ์และความหมายของตัวละครเอาไว้ให้ตราตรึงใจรวมถึงฉากที่"โกโบริ" ต้องปลุกปล่ำ "อังศุมาลิน" ที่ไม่ต้องอาศัยแม้สคิปบทพูดใดๆแต่นักแสดงสามารถสื่ออารมณ์ผ่านภาพออกมาให้คนดูคิดตามได้อย่างน่าทึ่งและยกย่อง ถึงแม้จะมีความกังวลเรื่องบทที่ไม่ค่อยสนับสนุนตัวละครนำมากสักเท่าไหร่อีกทั้งความรีบเร่งของการเล่าเรื่องและการเรียงเหตุการณ์ทำให้ตัวละครไม่คงเส้นคงวาแต่เรื่องตัวนักแสดงนำอย่างเช่น"ณเดช คูกิมิยะ"ถือได้ว่าเป็นผู้แบกรับหนังเรื่องนี้และจูวหนังเข้าฝั่งได้อย่างสำเร็จและถือได้ว่าการแสดงทำออกมาได้ดีและโดดเด่นมากและสามารถเข้าถึงความเป็น"โกโบริ"ได้อย่างรายละเอียดอ่อนส่วนนางเอกน้องใหม่อย่าง"ริชซี่" ที่มารับบท"อังศุมาลิน" ผมว่าด้วยความใหม่เรื่องการแสดงทำให้น้องยังคงดูเเข็งๆเรื่องการแสดงในบางจุด แต่ผมถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีเพราะการแสดงเรื่องแรกต้องมาแบกรับทุกอย่างทั้งความเครียดกดดันอีกทั้งต้องเจองานหนักที่ต้องมาประกบคู่กับ "ณเดช" เป็นเรื่องแรกจึงเป็นเรื่องยากและไม่ธรรมมดาในความแตกต่างทำให้เวลาการส่งบทยังดูไม่ค่อยเข้าถึงกันมากมายสักเท่าไหร่จึงทำให้หนังสื่ออารมณ์ไปยังไม่สุดทางเท่าที่ควรจะเป็น
 
"ก้าวแรกที่ต้องสนับสนุนครับวงการหนังไทยได้ก้าวไกลไปกว่านี้ อย่าเชื่อคำพูดคนอื่นถ้ายังไม่ได้มาดูด้วยตาตัวคุณเอง
"หนังดี..คือหนังที่เราดูและรักไปกับมัน" ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต่างคนคิดไม่เหมือนกันครับ...

 
คะแนน

 
มาพิสูจน์รักแท้สุดอมตะพร้อมกัน
"คู่กรรม 2013" วันนี้ทุกโรงภาพยนตร์
 
 
"สักวันเราจะเจอคนที่เขาผ่านมา แล้วเขาจะไม่ผ่านไป" / "ฤดูที่ฉันเหงา"
 
ปล่อยออกมาเรียบร้อยแล้วสำหรับตัวอย่างเต็มแรกของหนังไทย โรแมนติค-คอมมิดี้ ต้อนรับเดือนแห่งฤดูฝนเรื่อง"ฤดูที่ฉันเหงา"ผลงานชิ้นที่ 2 ในการแสดงและกำกับเองของ"แดน วรเวช"ที่นำเรื่องราวของความรักมานำเสนอในแบบที่ตัวเองถนัดโดยเหล่าผ่านความรักที่จะทำให้ทุกหัวใจชุ่มฉ่ำไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะไปกับ 5ตัวละครที่เราอยากให้คุณได้สัมผัสถึงจุดเริ่มต้นของเม็ดฝนเม็ดแรกที่กำลังตกลงมา พร้อมละอองสายฝนที่ๆพร้อมจะตกกระหน่ำลงมาได้ทุกเมื่อไปกับเรื่องราวของความรักสุขปนความเศร้ากับเหตุการณ์ที่จะทำให้คุณอมยิ้ม,ปาดน้ำตา,หัวเราะไปกับความรักของแต่ละช่วงชีวิตที่ครั้งนึงมันเคยผ่านเข้ามาและผ่านไป เปรียบเสมือนสายฝนที่เพียงตกลงมาแล้วมันก็จะจางหายไป แต่เมื่อฝนเม็ดสุดท้ายกำลังจะสัมผัสพื้น คุณจะทำอย่างไรให้ช่วงเวลาดีๆ เหล่านั้นจะไม่ศูนย์หายและว่างเปล่าและจะรักษาช่วงเวลานั้นเอาไว้ให้ได้นานที่สุดได้อย่างไร9 พฤษภาคมนี้ มาถามหัวใจตัวเองพร้อมกันทุกโรงภาพยนตร์
 
 

[Review] : "พี่มาก...พระโขนง" (2013)

posted on 02 Apr 2013 13:14 by konraknang in Movie directory Fiction, Entertainment, Diary
 
 
 เปิดประเดิมหนังทำเงินเรื่องแรกแห่งปีของค่าย GTH กับหนังผีที่เป็นตำนานอันสุดสยองของตำนานผีไทยที่ติด Top 10 แห่งความสยองขวัญของตำนานผีไทยอย่าง "แม่นาค...พระโขนง" ที่ได้ถูกนำมาเล่าและตีความใหม่จากความน่ากลัวไปสู่ความฮาแบบนอนสต็อป ของผู้กำกับร้อยล้านจาก "กวน มึน โฮ" อย่างคุณ โต้ง-บรรจง แม้ว่าเคยผ่านงานหนังผีมาแล้วมากมายไม่ว่าจะเป็น แฝด, สี่แพร่ง (คนกลาง), ห้าแพร่ง (คนกอง) ซึ่งถือได้ว่าเป็นหนังผีเรื่องล่าสุดที่ท้าทายการกำกับอีกเรื่องหนึ่ง แม้จะได้ทีมนักแสดงสุดฮาจาก คนกลาง - กองมาสมทบเพื่อเรียกเสียงฮาแถมยังได้พระเอกสุดฮอตอย่าง "มาริโอ้" มาประกบคู่กับนางเอกร้อนแรงอีกคนอย่าง "ใหม่-ดาวิกา" ที่ต้องมารับบท"พี่มาก และ แม่นาค"ในแบบฉบับสุดแบ๊วของผู้กำกับ โต้ง-บรรจง
 
ที่ล่าสุดกับการเปิดตัวที่ยังคงร้อนแรงกับระยะเวลา 4 - 5 วันแรก กวาดเงินไปราวๆ 120 กว่าล้านต้องรอดูว่าจะสามารถทะยานขึ้นสู่ 200 ล้าน ได้หรือไม่ เพราะในสัปดาห์นี้มีหนังไทยที่คนไทยให้ความสนใจไม่แพ้กันอย่าง "คู่กรรม 2013" ของทาง ค่าย M๓๙ ต้องดูว่าความร้อนแรงของ พี่มาก..พระโขนง จะสามารถทำเงินต่อไปได้อีกเพียงใดแต่อย่างใดเป็นเรื่องที่ดีที่หนังไทยเริ่มสนใจรายละเอียดและความสำคัญของตัวหนังมากขึ้นซึ่งนั้นจะเป็นจุดสำคัญที่จะทำให้หนังไทยก้าวหน้าไปไกลระดับโลก
 
ตัวหนัง พี่มาก...พระโขนง แน่นอนตามที่คุณ โต้ง-บรรจง ออกมาบอกก่อนหน้านี้ว่าจะเป็นการตีความตัวละครของแม่นาคพระโขนง-พี่มาก ขึ้นมาใหม่ และจะเน้นเล่าเรื่องราวไปยังตัวของ"พี่มาก"มากขึ้นรวมไปถึงองค์ประกอบที่ในแบบอื่นๆที่ผ่านมาไม่เคยได้นำเสนอกับส่วนประกอบอย่างกลุ่มเพื่อนๆจากสงครามของ"พี่มาก"ที่จุดๆนี้ทำให้ผกก.ได้นำความต่างมาสร้างเพิ่มให้เกิดความตลกมากขึ้นที่แน่นอนกับการกระรันตีความฮาของบทบาทสมทบของทั้ง 4 อย่าง (เต๋อ,ชิน,เอ,เผือก) ที่ได้เรียกเสียงฮาจนติดหูติดตามาแล้ว จากทีม "คนกลาง-คนกอง" โดยความตลกของหนังเรื่องจะเป็นการนำความตลกของมุขที่ดูธรรมดามาใส่ในจังหวะที่มันดูพอดีพอเหมาะแม้ว่าบางมุขจะดีและแป๊กบ้างแต่อย่างใดถือได้ว่านักแสดงสบทบสามารถเรียกความสนใจของตัวหนังไปได้แบบเต็มๆแบบว่าออกฉากไหนมีเรียกเสียงฮาและรอยยิ้มได้ทุกฉากรวมถึง "มาริโอ้" ถือได้ว่าสามารถแสดงได้เข้าขากับเหล่าแก๊งค์เพื่อนพี่มาก ไปได้ไม่สะดุดมากนักแม้บางทีมุขบางจังหวะจะพาแป๊กดึงความเด่นกระตุกลงบ้างแต่ถือว่ายังอยู่ในมาตราฐานส่วนตัวแม่นาค "ใหม่-ดาวิกา"ดูเหมือนบทและความเด่นจะดูด๊อปลงไปเมื่อเข้าฉากกับสี่สหายสุดฮาอย่าง (เต๋อ,ชิน,เอ,เผือก) แต่ในการเข้าฉากคู่โรแมนติกและซีนอารมณ์ในช่วงท้ายทำออกมาได้ดีแต่ยังไม่สุดทาง อีกแค่นิดเดียวจะสามารถเรียกน้ำตาได้แล้วเชียวแต่ดันมีมุขตลกมาขัดอยู่นิด!!!
 
แต่ถือได้ว่ามีจุดๆหนึ่งที่ดูแล้วเริ่มเบื่อของเรื่องนี้ไม่ใช้การเดินเรื่องทั้งหมดแต่เป็นการนำความหักมุมหลอกๆแบบเดิมๆมาเล่นแล้วเล่นอีกของทางผู้กำกับ โต้ง-บรรจง ที่ตามธรรมชาติแล้วเมื่อของเก่าดูบ่อยๆก็เกิดเป็นความน่าเบื่อและทำให้คนดูสามารถเดาจุดหมายของเรื่องได้ แต่ความสนุกและความเพลินก้อสามารถพาหนังให้เราลุ้นแบบไม่ต้องคิดกับบทสรุปที่แม้จะปรับเปลี่ยนส่วนสำคัญในช่วงท้ายแบบแหวกทางเดินแต่ก้อยังดูดีไม่น่าเกลียดจนเกินไปถือได้ว่านำมา ตีความใหม่ที่ยังหลงเหลือความสำคัญบางส่วนของ ของเก่าเอาไว้ได้ดีเลยทีเดียว
 
คะแนน

 
พิสูจน์ตำนานรักแท้...วันนี้ทุกโรงภาพยนตร์
พี่มาก..พระโขนง
 
 

 

   ปล่อยมาให้ชมกันแล้วสำหรับตัวอย่างแรกฉบับดุดัน (Red Band) อย่างเป็นทางการที่ปล่อยออนไลน์ครั้งแรกจากทาง MTV ของหนังซูเปอร์ฮีโร่ภาคต่อสุดเกรียน Kick Ass 2 ซึ่งภาคนี้มีการเปลี่ยนแปลงด้านตัวผู้กำกับนิดหน่อยที่จากเดิมได้"แมทธิว วอห์น"กำกับในภาคแรกแต่ต้องเปลี่ยนมาเป็น"เจฟฟ์ แวดโลว์"เนื่องจากเขาต้องดูแลโปรเจ็คต์ หนังภาคต่อของ The X-Men : First Class แต่ก็ยังคงไม่ทิ้งหนังเรื่องนี้เขาจึงมารับหน้าที่อำนวยการสร้างแทนเพื่อไม่ให้หนังหลุดกรอบ ซึ่งภาคนี้ยังคงได้นักแสดงชุดเดิมอย่าง"แอร่อน จอห์นสัน"(คิก-แอส),"โคลอี้ มอเร็ทซ์"(ฮิทเกิร์ล)ร่วมถึงตัวร้ายจากภาคที่แล้วอย่าง "คริสโตเฟอร์ มินท์ซ-เพลสส์" (เรดมิสต์) จากความแค้นจากภาคที่แล้วทำให้เขาต้องกับมาอีกครั้งเพื่อมาชำระหนี้แค้นเขาจึงตั้งแก๊งวายร้ายขึ้นมาเพื่อค่อยเล่นงานกับกลุ่มของ"คิกแอส และเปลี่ยนตัวเองมาเป็น" เดอะ มาเธอร์ ฟัคเกอร์" และซึ่งภาคนี้ยังได้นักแสดงเพิ่มเติมมาเรียกสีสันความฮาก็คือหนุ่ม "จิม แครี่" รับบท (พันโทสตาร์ แอนด์ สไตรพ์) ผู้สนับสนุนกองกำลังขจัดความชั่วร้ายของแก๊งค์กลุ่มฮีโร่หน้ากากที่ออกมาเคลื่อนไหวปราบปรามคนเลวร่วมกันกับคิกแอสและฮิทเกิร์ล


ซึ่งดูจากตัวอย่างแรกก็แอบคิดไม่ได้ว่าตัวหนังฉบับเต็มคงจะออกมามันส์และโหดแบบไหนซึ่งสาวน้อย"ฮิทเกิร์ล"ก็ได้โตขึ้นเป็นสาวเรื่อยๆพร้อมความน่ารักและความโหดที่จะออกไปโชว์ความสามารถตามรอยปะป๋าในการปราบเหล่าร้ายทั้งหลายให้หมดไปซึ่งดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างคิกแอส และ ฮิทเกิร์ลจะดูใกล้ชิดและสนิทกันมากขึ้นสำหรับตัวอย่างแรกนี้คงจะเน้นเสนอฉากบู๊และความแปลกใหม่ของตัวละครทั้งใหม่และเก่ารวมถึงการตัดต่อที่ออกมาจังหวะเพลงกับภาพออกมาได้เร้าใจซึ่งน่าสนใจมากถือได้ว่าไม่ควรพลาดเลยทีเดียวสำหรับเรื่องนี้

 

ซึ่งภาคนี้อุดมไปด้วยดารามากมายอย่าง โคลอี้ เกรซ มอเร็ตซ์, อารอน จอห์นสัน ,คริสโตเฟอร์ มินท์ พลา จิม แคร์รี่, ลินด์ซีย์ ฟอนเซก้า, แยนซี้ บัตเลอร์, โดนัลด์ ไฟสัน, ลินดี้ บูธ, โรเบิร์ต เอมส์ ,จอห์น ลีกิซซีโม่, โอลก้า เคอร์คูลิน่า และ นิโคลาส เคจ หนังวางกำหนดเข้าฉาย สิงหาคมนี้ครับ